โรงเรียนทางเลือก คืออะไร? มีกี่แบบ? เหมาะสมกับลูกไหม?

โรงเรียนทางเลือก คืออะไร? มีกี่แบบ? เหมาะสมกับลูกไหม?
ไลฟ์สไตล์

เมื่อลูกเริ่มที่จะเข้าวัย 3 ขวบ คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านก็คงกำลังคิดและตัดสินใจเรื่องการเข้าโรงเรียนของลูก ว่าจะเลือกโรงเรียนไหน ให้ลูกเรียนแนวไหน และแบบไหนที่เหมาะกับลูก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำการบ้านและหาข้อมูลกันอย่างหนักทีเดียว และในปัจจุบัน จึงเกิดโรงเรียนทางเลือกที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอรูปแบบการสอนอื่น ๆ ให้ได้เลือกเรียนกัน วันนี้กิฟท์รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนทางเลือกมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้พิจารณากันค่ะ ว่าลูกจะเหมาะกับการเรียนการสอนแบบไหน

สารบัญ

โรงเรียนทางเลือก คืออะไร?

โรงเรียนทางเลือก คือ สถานศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งของโรงเรียนในระบบที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย มีแนวคิด แนวทาง ปรัชญาการศึกษา ที่แตกต่างจากการศึกษาตามค่านิยมกระแสหลัก และเป็นโรงเรียนที่มีกฎหมายรองรับ รวมถึงมีจัดการศึกษาที่อิงกับระบบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งเป็นโรงเรียนในสังกัดหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) หรือ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

โรงเรียนทางเลือก vs โรงเรียนทั่วไป ต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักคือ โรงเรียนทางเลือก เป็นการจัดการศึกษาแบบก้าวหน้า  (Progressive education) เป็นนวัตกรรมการศึกษาเพื่อข้ามพ้นข้อจำกัดของค่านิยมกระแสหลัก ศึกษานวัตกรรมที่หลากหลายในสากล เพื่อมาปรับใช้ผสมผสานให้เหมาะกับนักเรียนภายใต้บริบทหรือนิเวศการเรียนรู้ที่แตกต่างหลากหลายของสังคมต่าง ๆ ในประเทศไทย

9 แนวทางการสอนของโรงเรียนทางเลือก

แนวทางการสอนของโรงเรียนทางเลือก สามารถแบ่งออกได้เป็น 9 แนวทาง ดังนี้

1.แนวการสอนแบบมอนเตสซอรี (Montessori)

เป็นแนวการสอนในช่วงวัยอนุบาลที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เด็กจะได้ฝึกทักษะที่หลากหลาย อย่างอิสระผ่านกลไกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้เรียนรู้ผ่านการเล่นกับเพื่อน ทำให้เด็กเรียนรู้ความอดทนอดกลั้น มีความรับผิดชอบ รักตัวเอง เข้าสังคมได้ดี เห็นคุณค่าและเคารพในความแตกต่างของผู้อื่น ตัดสินใจเองได้ เป็นเด็กที่โตตามธรรมชาติของตัวเอง และมีประสบการณ์มากพอที่จะก้าวสู่วัยประถม พร้อมที่จะรับความรู้ด้านวิชาการต่อไป

2.แนวการสอนแบบเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia)

เป็นแนวการสอนที่เหมาะสมกับเด็กที่โตมากับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน หลักสูตรจะเน้นทักษะด้านกระบวนการทางความคิด ส่งเสริมให้รู้จักคัดกรองความรู้ มีการวางแผน การคาดคะเนคำตอบ และใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดยหัวข้อกิจกรรมในห้องเรียนจะเกิดจากสิ่งที่เด็กต้องการเรียนรู้ ซึ่งไม่มีการกำหนดระยะเวลาแน่นอน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้เรียนเท่านั้น โดยที่ผู้ปกครองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นด้วยได้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนมีความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง และรู้จักเคารพผู้อื่น

3.แนวการสอนแบบวอลดอร์ฟ (Waldorf)

เป็นแนวการสอนที่ให้เด็กได้พัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งแบ่งช่วงอายุของเด็กเป็น 3 ช่วงหลัก เพื่อที่จะดูแลได้อย่างเหมาะสมตามธรรมชาติของแต่ละช่วงวัย ทำให้เด็กค่อยๆพัฒนาเป็นมนุษย์ที่มีความสมดุล โดยใช้ศิลปะเป็นตัวเชื่อม ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม เช่น งานประดิษฐ์ การทำอาหาร ระบายสี ให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการที่กว่าจะมาเป็นอาหาร 1 จานต้องมีขั้นตอนอะไรบ้าง ทำให้รู้จักคิด เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหา มีโอกาสได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นตามความสนใจของตนเองอย่างแท้จริง

4.แนวการสอนวิถีพุทธ (Buddhist School)

เป็นแนวการสอนที่เน้น “สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น” ยึดหลักตามพระพุทธศาสนา ภายในโรงเรียนมีธรรมชาติและบรรยากาศที่สงบ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้วิถีชาวพุทธ ฝึกปฏิบัติ และมีการวัดประเมินหน่วยการเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านคุณลักษณะนิสัย ศรัทธา ค่านิยม ที่จะส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตามลักษณะแห่งปัญญาวุฒิธรรม 4 ประการ คือ

สัปปุริสสังเสวะ

หมายถึง การอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้

สัทธัมมัสสวนะ

หมายถึง เอาใจใส่ศึกษา โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ดี

โยนิโสมนสิการ

หมายถึง มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ พิจารณาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี

ธัมมานุธัมปฏิปัตติ

หมายถึง ความสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ถูก
จะทำให้เด็กสามารถมองเห็นและรับมือกับปัญหาได้เป็นอย่างดี และเติบโตอย่างมีอารมณ์ที่มั่นคง

5.แนวการสอนแบบนีโอ-ฮิวแมนนิสต์ (Neo-Humanist Education)

เป็นแนวการสอนที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพัฒนาการสูงที่สุด มีความต้องการจากภายในที่จะพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด จึงมุ่งเน้นที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพแฝงเร้นในตัวเด็กให้แสดงออกมาได้อย่างสูงสุด ด้วยการทำให้เด็กๆ เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง (Self -Esteem)

6.แนวการสอนแบบโครงการ (Project Approach)

เป็นแนวการสอนที่ปลูกฝังให้เด็กรักการเรียนรู้ โดยให้เด็ก ๆ ได้แลกเปลี่ยนหัวข้อที่ตัวเองสนใจศึกษาร่วมกันกับเพื่อน ๆ โดยศึกษาแบบลงลึกในรายละเอียดของเรื่องนั้นอย่างละเอียด ทำให้เด็กเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียน รู้จักการสำรวจ การนำเสนอข้อมูล สามารถนำไปบูรณาการกับวิชาการแขนงต่าง ๆ ต่อไปได้

7.แนวการสอนแบบไฮสโคป (High/Scope)

เป็นแนวการสอนที่เน้นให้เด็กมีการคิดแบบเชื่อมโยงความรู้ได้อย่างรวดเร็วและสมวัย โดยครูเป็นผู้ช่วยกระตุ้นให้เด็กปฏิบัติ 3 อย่างด้วยกัน คือ การวางแผน (Plan) การปฏิบัติ (Do) และการทบทวน (Review) เป็นการส่งเสริมพัฒนาการและสติปัญญา ทำให้เด็กมีพื้นฐานจิตใจที่มั่นคงแข็งแรงจากการที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง

8.แนวการสอนแบบพหุปัญญา (Multiple Intelligence)

เป็นแนวการสอนที่เชื่อว่าเด็กเล็กนั้นมีความฉลาดที่แตกต่างกันออกไปอย่างเป็นปัจเจกบุคคล โดยครูเป็นผู้คอยจัดกิจกรรมเสริมปัญญาที่มีทั้งหมด 9 ด้าน ได้แก่

  • ความฉลาดด้านมิติสัมพันธ์
  • ความฉลาดด้านภาษา
  • ความฉลาดด้านตรรกะ/คณิตศาสตร์
  • ความฉลาดด้านร่างกาย/การเคลื่อนไหว
  • ความฉลาดด้านดนตรี
  • ความฉลาดด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
  • ความฉลาดในการรู้จักและเข้าใจตัวเอง
  • ความฉลาดทางด้านธรรมชาติ
  • ความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ เพื่อทำให้เด็กรู้จักจุดเด่นและจุดอ่อนของตัวเอง รวมถึงใช้ศักยภาพของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลให้เด็กรู้สึกภูมิใจในตัวเอง มีความสุข และทำให้เด็กสามารถตั้งเป้าหมายในอนาคตได้ด้วยตัวเอง

9.แนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach)

เป็นแนวการสอนที่เน้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งถือเป็นการสื่อสารตามธรรมชาติ สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ผ่านภาพ เสียง การพูด และตัวอักษร ทำให้เด็กได้ใช้ทักษะทางด้านภาษาผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เด็กจะมีการสื่อสารที่แข็งแรงจนสามารถอ่านออกเขียนได้ มีความมั่นใจในตัวเอง และมีทักษะในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นสูง

รูปแบบของโรงเรียนทางเลือก

ถึงแม้โรงเรียนทางเลือกจะมีแนวทางการสอนและจุดมุ่งหมายแบบเฉพาะตัว แต่ต้องตั้งอยู่บนหลักสูตรแกนกลางที่กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนด และต้องจัดตั้งขึ้นอย่างถูกกฎหมาย โดยกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดรูปแบบของโรงเรียนทางเลือกไว้ 5 รูปแบบ คือ

เป็นโรงเรียนในความกำกับของรัฐ

แต่เน้นความเป็นอิสระและคล่องตัว มีระเบียบกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติเฉพาะของตัวเอง

โรงเรียนวิถีพุทธ

ที่เน้นนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียน

เป็นโรงเรียนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ

เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนได้เข้ารับการประเมินความสามารถพิเศษว่าตนเองมีในด้านใดบ้าง

โรงเรียนสองภาษา

เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักในการเรียนการสอน

เป็นต้นแบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

เป็นโรงเรียนที่ใช้สื่ออิเลคทรอนิคส์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เพื่อใช้ในการสื่อสารซึ่งไม่ว่าผู้เรียนจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเรียนได้

ครูในโรงเรียนทางเลือก

ในโรงเรียนทางเลือก ถือว่า ครูเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการจัดการเรียนการสอน จึงต้องผ่านการคัดเลือกและทดสอบเพื่อให้ได้ครูที่มีคุณภาพมากที่สุด เพื่อนำมาซึ่งการประยุกต์ใช้นวัตกรรมการสอนหรือแนวการสอนที่หลากหลาย ครูในโรงเรียนทางเลือกจะมีสัดส่วนต่อนักเรียนมากกว่าครูในโรงเรียนทั่วไป มีการศึกษาระดับสูง มีความพร้อมในการปรับตัวสูง มีจิตวิทยาสูง มีความเอาใจใส่ที่สูงกว่าโรงเรียนทั่วไป เพื่อที่ครูจะสามารถดูแล และให้คำปรึกษากับเด็กได้อย่างใกล้ชิดและทั่วถึง

จะเห็นว่าแนวทางการสอนของโรงเรียนทางเลือกไม่ว่าจะแนวทางใดก็ตาม ให้ความเคารพความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้เรียนอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้เรียนพัฒนาความเป็นตัวตนได้อย่างเต็มศักยภาพ นำไปสู่จิตใจที่มั่นคง และมี Self Esteem แต่ในขณะที่ข้อจำกัดของโรงเรียนทางเลือกก็คือ ยังไม่มีสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ใช้หลักสูตรดังที่กล่าวนี้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณากันให้รอบด้านสักหน่อย ทั้งข้อดีและข้อเสีย แล้วค่อยตัดสินใจนะคะ


Mommy Gift

31,507 views

แม่น้องสปิน คุณแม่ฟูลไทม์ ที่เชื่อเรื่องการเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติอย่างสมดุลทั้งภายใน-ภายนอก และเชื่อว่าลูกคือครู จึงทําให้สนใจความเป็นไปของผู้คน จิตวิทยาความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรม(ะ)ชาติ ชื่นชอบการทำอาหาร งาน Handmade อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ Facebook : Gift Bfive IG : spin_ramil

Profile

Pickup posts

Related posts