ลูกพูดมาก มีแนวโน้มฉลาดและประสบความสำเร็จได้มากกว่า

ลูกพูดมาก มีแนวโน้มฉลาดและประสบความสำเร็จได้มากกว่า
การเลี้ยงลูก

เมื่อลูกยังเป็นทารกอ้อแอ้ พ่อแม่อย่างเราก็เร่งวันเร่งคืนอยากให้ลูกพูดคุยสนทนาตอบโต้ได้ไว ๆ ลุ้นว่าเมื่อไหร่ลูกจะพูดคำแรกสักที แต่หลังจากลูกพูดได้แล้ว ในช่วงวัยประมาณ 2 ขวบเป็นต้นไป พ่อแม่หลายคนเริ่มเหนื่อยจะฟัง เพราะลูกพูดมาก พูดไม่หยุด พูดทั้งวัน ถามทั้งวัน และเรียกแม่ทั้งวันเช่นกัน แต่วันนี้ผู้เขียนจะชวนพูดถึงประเด็นที่ว่าอะไรทำให้เด็กคนหนึ่งพัฒนาทักษะการพูดได้ขนาดนี้ และส่งผลดีต่อลูกอย่างไรบ้าง ไปอ่านกันเลยค่ะ

พัฒนาการด้านการพูดแต่ละช่วงวัย

ทารกเริ่มพัฒนาการทางด้านภาษาตั้งแต่เมื่อตอนอยู่ในครรภ์ พวกเขาเรียนรู้และจดจำภาษาด้วยการฟังหรือการได้ยินเป็นลำดับแรก โดยในแต่ละช่วงวัยทารกมีพัฒนาการด้านภาษา ดังนี้

วัย 1 เดือน

ทารกในวัยหนึ่งเดือนสามารถส่งเสียงร้อง เมื่อหิว ง่วง หรือรู้สึกไม่สบายตัว

วัย 2-3 เดือน

เริ่มทำเสียงอ้อแอ้ได้บ้างแล้ว คล้ายการเริ่มชวนพ่อแม่คุย

วัย 5-6 เดือน

เริ่มเล่นเสียง mama papa จนพ่อแม่เข้าใจได้ว่า ลูกเรียกพ่อแม่ได้แล้ว แต่ความจริงทารกส่งเสียงเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทั้งยังหัดเปล่งเสียงสูง เสียงต่ำ ได้บ้างแล้ว วัยนี้ทารกจะชอบเล่นน้ำลาย เป่าปาก ส่งเสียงจากลำคอ

วัย 9 เดือน

การสื่อสารเริ่มรู้เรื่องมากขึ้น เลียนแบบการเล่นเสียง หรือเริ่มพูดตาม พูดคำเดียวพอได้บ้าง

วัย 10 เดือน – 1 ปี

พูดคำที่มีความหมาย เช่น หม่ำ หรือชี้ไปทางแม่ แล้วเรียก แม่

วัย 1 ปี 6 เดือน

พูดคำ 1 พยางค์ได้มากขึ้น เริ่มพูดคำ 2 พยางค์ที่เอามารวมกัน สื่อสารสิ่งที่ต้องการได้ เวลาไม่ชอบ ไม่เอา ก็เอ่ยคำว่า ไม่ ออกมา

วัย 2 ปีขึ้นไป

ลูกในวัยนี้จะเริ่มพูดประโยคสั้น ๆ ได้ มีคำศัพท์มากขึ้นในการสื่อสาร บางครั้งเรียงรูปประโยคไม่ถูกต้องแต่สามารถสื่อสารความต้องการได้แล้ว หากลูกอายุ 2 ขวบแล้ว ยังพูดคำที่มีความหมายไม่ได้ พูดได้แค่คำเดียว พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ข้อคิดที่น่าสนใจของพัฒนาการด้านการพูดของลูก

เมื่อลูกเรียนรู้และจดจำภาษาจากการชวนพูดคุยของพ่อแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มามากพอแล้ว ต่อไปจึงเป็นขั้นตอนของการสร้างภาษาเองซึ่งในขั้นตอนนี้จะนานกว่าขั้นตอนความเข้าใจภาษา เด็กบางคนสามารถพูดได้ไว บางคนพูดช้า เป็นเพราะอะไรกันนะ

การเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับทักษะภาษา

เด็กที่ได้รับโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวแขนขา และการทำงานของมืออย่างอิสระมากพอ จะส่งผลให้การสร้างรูปประโยค และการเปล่งเสียงมีประสิทธิภาพมากกว่าเด็กที่การเคลื่อนไหวน้อย ยังไม่สมดุล และมั่นคง ดังนั้นพ่อแม่สามารถสังเกตได้ว่าหากลูกมีความสมดุลของการเคลื่อนไหวร่างกายดี ทักษะด้านภาษาของลูกก็จะดีไปด้วย

ภาษาที่มีชีวิตเท่านั้นจะช่วยกระตุ้นการใช้ภาษาได้

ภาษาต้นแบบที่กระตุ้นให้ลูกเกิดการใช้ภาษาที่ดีต้องมาจากแหล่งกำเนิดที่มีชีวิต และสัมพันธ์กับเหตุการณ์ บริบททางอารมณ์ และความสัมพันธ์ของเหตุและผลในชีวิตของลูก เพื่อที่ซิแนปส์ (Synapse) ที่เชื่อมต่อกันระหว่างเซลล์ประสาทจะสามารถเก็บบันทึกความทรงจำของเด็กอย่างมีความหมาย ดังนั้น ภาษาจากหน้าจอต่าง ๆ จึงมากเกินไปสำหรับพัฒนาการทางภาษาของเด็กก่อนวัยเรียน พ่อแม่สามารถเป็นต้นแบบทางภาษาให้ลูกได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ด้วยการชวนพูดคุย เล่าเรื่องราวการทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆระหว่างวันให้ลูกฟังอยู่เสมอขณะทำกิจกรรมนั้น ๆ

การเลี้ยงดูและพันธุกรรมส่งผลต่อการพูด

เด็กบางคนมีลักษณะของการเป็นคนช่างพูด หรือบางคนเป็นคนสงวนคำมาโดยธรรมชาติของเขา รวมถึงสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูที่บางครั้งพี่น้องทุกคนพูดเก่ง พูดมาก เด็กบางคนจึงเรียนรู้การเป็นผู้ฟัง ก็เป็นได้

ลูกพูดมาก มีแนวโน้มประสบความสำเร็จได้มากกว่า เพราะอะไร?

พูดเก่งแสดงว่าสื่อสารได้ดี

การที่ลูกพูดเก่ง นอกจากจะแสดงถึงความพร้อมทางด้านการเคลื่อนไหวของร่างกายแล้ว ยังแสดงถึงความสามารถด้านการสื่อสารของลูก ซึ่งจะส่งผลดีในอนาคต เพราะเด็กที่มั่นใจในการเปล่งเสียงพูด ทำให้ได้ฝึกฝนการพูดบ่อย ๆ จะช่วยให้ลูกกล้าพูดมากขึ้น ยิ่งถ้าได้เรียนรู้คำศัพท์มากขึ้น เรียบเรียงประโยคได้เก่งขึ้น อาชีพมากมายก็รอลูกอยู่ในอนาคต

มีไหวพริบในการสื่อสาร

เด็กที่คุยเก่ง หรือได้ฝึกทักษะการพูดและอยู่ท่ามกลางกลุ่มสนทนาบ่อยๆนั้นจะทำให้รู้ว่า คนอื่นกำลังสื่อสารเรื่องอะไร รู้ว่าตัวเองต้องพูดอย่างไร และการสื่อสารแบบไหนที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมทักษะการพูดให้ลูกไปอีกขั้น นำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ช่างซักถามคือการใฝ่รู้

เด็กในวัยที่กำลังเรียนรู้ มักอยากรู้อยากเห็น ช่างซักถาม ถ้าได้พูดคุยกับผู้ที่มีความรู้และเข้าใจธรรมชาติของเด็ก จะยิ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีและได้ความรู้มากขึ้นไปอีก พ่อแม่จึงควรพาลูกไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้โลกภายนอก และซักถามจากผู้เชี่ยวชาญที่มีเมตตาต่อเด็ก

ทักษะทางสังคมที่ดีกว่า

เด็กที่พูดเก่งมักจะเข้าสังคมเก่งไปด้วย เพราะชักชวนคนโน้นคนนี้พูดคุยตลอดเวลา มีความมั่นใจที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเสมอ ทำให้มีเพื่อนใหม่ได้ไม่ยาก

กล้าแสดงความคิดเห็น

หากเด็กพูดมาก พูดเก่ง และได้รับการฝึกฝนกติกาการเข้าสังคมที่ถูกต้อง จะยิ่งทำให้เขากล้าคิด กล้าเสนอไอเดีย หรือแสดงออกด้านความคิดและจินตนาการออกมา ซึ่งพ่อแม่สามารถสังเกตและต่อยอดพรสวรรค์ของลูกได้

มีสมรรถนะทางด้านร่างกายดี

อย่างที่บอกแล้วว่า เมื่อร่างกายของลูกมีการเคลื่อนไหวที่สมดุลจะนำไปสู่ทักษะการสื่อสารที่ดีด้วย ดังนั้น ลูกพูดมาก พูดเก่ง แน่นอนว่าจะชอบว่ิงเล่น และเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นกัน หากพ่อแม่เข้าใจจุดนี้ก็จะทำให้การส่งเสริมทักษะของลูกเป็นไปอย่างเหมาะสม

มองสิ่งรอบตัวเป็นสิ่งที่น่าสนใจ

การเชื่อมโยงโลกภายนอกกับร่างกายและจิตใจของลูกนั้นทำผ่านสื่อกลางทางภาษา เพราะฉะนั้นเด็กที่พูดมาก พูดเก่งก็จะมีลักษณะนิสัยที่ชอบสนใจสิ่งรอบตัว หากพ่อแม่เข้าใจความสัมพันธ์นี้จะทำให้พ่อแม่สนับสนุนลูกให้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งรอบตัว พาไปท่องเที่ยวนอกสถานที่ และชักชวนพูดคุยถึงสิ่งที่ลูกพบเจอภายนอก เพื่อนำไปสู่การขยายการรับรู้ของลูกให้กว้างขึ้น

ทักษะการสื่อสาร และทักษะด้านภาษา มีความเชื่อมโยงจากฐานร่างกายที่สมดุล แข็งแรง และมั่นคง ดังนั้นในวัยที่ลูกหัดเดินพ่อแม่สามารถส่งเสริมและสังเกตพัฒนาการของลูกได้ เพราะจะนำไปสู่การส่งเสริมให้ลูกพูดมาก พูดเก่งด้วยเช่นกัน แต่พ่อแม่ควรฝึกฝนให้ลูกรู้กติการการเข้าสังคมอย่างถูกต้องควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ความฉลาด และความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในอนาคตได้นั่นเองค่ะ


Mommy Gift

38,927 views

แม่น้องสปิน คุณแม่ฟูลไทม์ ที่เชื่อเรื่องการเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติอย่างสมดุลทั้งภายใน-ภายนอก และเชื่อว่าลูกคือครู จึงทําให้สนใจความเป็นไปของผู้คน จิตวิทยาความสัมพันธ์ในครอบครัว และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรม(ะ)ชาติ ชื่นชอบการทำอาหาร งาน Handmade อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ Facebook : Gift Bfive IG : spin_ramil

Profile

Pickup posts

Related posts